Story

อีกหนึ่งมุมมอง

posted on 22 Dec 2006 01:52 by torutorubozu  in Story

เมื่อ2 ปีก่อน เราเคยมีความรักแบบ passion หรือ ที่เรียกว่าความหลงใหล ไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นอะไรเหมือนกัน คลั่งไคล้ คนๆ นึง ที่ถือว่ามีชื่อเสียงเลยทีเดียวในโลกไซเบอร์ ( ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ก็คงอารมณ์เดียวกับบ้าดารานั่นแหละเพียงแต่คนนี้ไม่ใช่ดารา แต่เป็นคนดังคนนึงใน โลกไซเบอร์แห่งนี้)

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเด็กรึเปล่า เลยคิดแบบเด็กๆ และเพ้อเจ้อว่า ต้องเป็นเนื้อคู่ช้านแน่ๆ ( อารมณ์ประมาณว่า ตอนนั้น ITV japanese series กำลังดังเรื่อง with love สื่อรักออนไลน์ ) ก็ เลยบ้า เล่นเนตเข้าไปใหญ่ แล้วได้ไปรู้จักกับคนๆนี้เข้า ความเพ้อเจ้อที่มีในตัวก็ยิ่งเพิ่มเข้ามาอีก เฮ้ย ต้องใช่ soulmate แน่ๆ

ความสัมพันธ์ เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อย คุยอย่างสนิทกัน คุ้นเคย สนุก และ เฮฮา ทุกครั้งที่ได้คุย แต่! ความสัมพันธ์ ก็ยังรักษาระดับ เหมือนเดิม เพราะระยะทางที่ห่างกันประมาณครึ่งโลกได้ จนมาวันนึง คนๆนั้น ได้เดินทางกลับมาเมืองไทย ในช่วง summer และเป็นโอกาสดีมากที่เข้ากลับมาถึง 4 เดือน เลยได้มีโอกาส ไปกินข้าวกัน 1 มื้อ ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติต่างๆนานา จนทำให้ เรายิ่งบ้า หนักเข้าไปใหญ่ ( อารมณ์ เหมือนได้ meet & greet ดาราซะอย่างงั้น ) มีอยู่ช่วงนึงที่บ้า จนแบบว่าต้องออนไลน์ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้มีโอกาสได้ คุย กับ คนๆนี้ ซึ่งเมื่อออนตลอดเวลา มันก็ต้องเจอกัน อยู่แล้ว ทุกวัน เพราะเขาก็ต้องดูแลเกี่ยวกับคอมทำให้ต้องออนไลน์ บ่อยเหลือเกิน และจากการที่ได้คุยกันบ่อยมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนไม่เหลือระยะห่าง หรือ จนก่อให้เกิดความอึดอัดใจ ซึ่งบางที่ เราก็อาจจะไม่รู้ตัว เพราะว่าคลั่งใคล้สุดๆ จนทำให้ช่วงนึงเริ่มห่าง ห่าง ห่าง ห่าง ออกไปเรื่อยๆ จน หายไปเลย

ตอนนั้น ก็ อึ้งไปเลย แทบบ้า ไปอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง สับสน จน มีอยู่ช่วงนึง ถึงกับเปิดอีเมลเป็นว่าเล่น เพื่อที่จะหาทางติดต่อให้ได้ แต่ก็ ไม่มีวันได้เจออีกต่อไป ... sad มาก

แต่ โชคชะตาก็เล่นตลกมาก เพราะมีอยู่วันนึงไปงานรับปริญญาลูกพี่ลูกน้องที่ มธ. ขณะกำลังเดินหาพี่อยู่นั้น ก็ เจอคนๆนี้เข้า ... แต่ จะให้ทำอย่างไร ก็ เดินเลยไปสิ จะทักทำไมละในเมื่อ คนนี้ ไม่ได้อยากจะทักเราซักหน่อย ก็เดินเลยไป และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้พบกับเขาอีกในเมืองไทย

หลังจากผ่านช่วงเวลาบ้าๆ เพ้อเจ้อ สับสน จิตตกมาพักใหญ่ ก็พอเริ่มทำใจได้เป็นพักๆ แม้ว่าทุกครั้งที่เปิดคอม จะต้อง เปิด google และ search หา ข้อมูลเกี่ยวกับคนๆนี้ อยู่ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ตาม เพราะยังคงข้องใจ ถึงสาเหตุการจากไปของเขา ว่า ทำไม เงียบ เงียบ เงียบ หายไป ทำไมไม่พูดมาตรงๆ ไม่รู้ว่าเราโรคจิตรึอย่างไร ที่เมื่อเล่นเนตทีไร ก็ต้องมานั่ง search อย่างงี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แล้วก็เจอข้อมูลเดิมๆ ที่เคยเข้าไปดูหมดแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่พอได้รูป มาบ้าง ... ชักบ้าแล้ว มั้ง

แต่ ช่วงเวลาเลวร้ายต่างๆ หรือความบ้าคลั่งต่างๆมันได้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ เราโตขึ้นพอ ที่จะรับความผิดหวังต่างๆได้ โตขึ้นพอที่จะรู้จักคำว่า "ปล่อยวาง." และ โตพอ ที่ จะเข้าใจว่า คนๆนี้ เขาก็เป็นมนุษย์ เหมือนกัน เขาก็มีความรู้สึกนึกคิด ความชอบ หรือไม่ชอบที่ไม่เหมือนเรา เราโตพอที่จะรู้ว่า การแสดงออกบางอย่างที่เขาแสดงออกมาที่ทำให้อาจตีความว่าเขาก็รู้สึกดีเหมือนกัน มันไม่ใช่อย่างที่เราตีความ มันเป็นเพียงบุคลิกภาพ ( characteristic ) ของคนๆนึงที่ทำให้กับทุกคน ไม่ใช่ เฉพาะเรา

เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคนแต่ละคนนั้นมีทั้งร้ายและดี ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นไปในทิศทางไหน แต่ที่รู้แน่ๆคือ เรากำหนดมันได้

สุดท้ายนี้ฝากคุณผู้อ่านblog นี้ ( ที่ยังพอมีหลงเหลือมาอ่านบ้างนะ) ว่า บางอย่างที่เราคิดไม่ตกว่าจะหาทางออกให้กับมันอย่างไร หรือว่า ความบอบช้ำทางจิตใจ ต่างๆที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่อาจรักษาได้นั้น จริงๆแล้วมันมียาวิเศษแก้ และมันก็คือ .... เวลา .....

พอเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน แล้ว ขำตัวเองจริงๆ ว่า บ้า หรือเพี้ยนวะเนี่ย เป็นไปได้ขนาดนี้เลยหรอ

ถึง ณ ตอนนี้ สิ่งสำคัญในชีวิตเรา คงไม่ใช่เรื่อง รักๆใคร่ๆไรอีก แต่เป็น มิตรภาพ ต่างหาก เพราะเราได้เรียนรู้มันมาตลอดชีวิต และคิดว่าคงเป็นสิ่งที่ยั่งยืน ตลอดไป ...

เมื่อครั้งยังเยาว์วัย #2

posted on 05 Oct 2005 21:37 by torutorubozu  in Story

ในที่สุดวันประกาศผลสอบก็มาถึง ... ไม่อยากจะบอกว่า นอนไม่หลับทั้งคืน

ตอนตื่นเลยไม่อยากที่จะลุก แต่นะ ก็อยากรู้นี่นา ว่าติดมั้ย ?

เบลอมาก เบลออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ...

พอไปถึงโรงเรียนเตรียมฯ ปุ๊บ โอ้โห ทำไมคนเยอะอย่างนี้หว่า

ก็ มองหา บอร์ด บอร์ดก็เยอะ แล้วดันติดรอบสนามอีก เหอๆ

ก็ไม่รู้ว่าอันไหน แต่เค้าเรียงตามเลขประจำตัวสอบนิ เลยเดินหาเอา

สักพักก็เจอ ไอ้บอร์ดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

ใจนึงก็ ป๊อด ไม่กล้า เข้าไปดู แต่อีกใจนึงก็อยากรู้

เลยแบบเอาวะ เป็นไงเป็นกันเดินดุ่ยๆๆ ไปดูเองเลยด้วยความงัวเงีย

...อ้าวเฮ้ย !!! ทำไม มันบอกว่าได้ที่ 1325 ละ เวงละ งี้ก็ไม่ติดดิ

( เตรียมฯ รับประมาณ1000 คนอะ ตอนนั้น )

พอดูเสร็จ เข่าอ่อน ..ฮวบ..เดินมาบอกพ่อ พ่อโบไม่ติดอ่า

ส่วนพ่อ ไม่เชื่อ เดินกลับไปดูใหม่ ตึ่ง 700 กว่าๆๆ นี่มันติดนี่หว่า

พ่อเดินกลับมาบอก ติดนี่ ...

ตอนนั้นแบบคิดในใจ ไอ้เรานี่บ้าไปแล้ว เกือบกลับบ้านแล้วมั้ยละ !!

หลังจากนั้น ชีวิต นร.เตรียมฯ ก็เริ่มขึ้น เหมือนชีวิตนักเรียนร.ร.อื่นอะแหละ แต่!!

ไอ้เรานี่สิต้องตื่นเช้ากว่าเดิม เพราะร.ร.ไกลบ้าน

แถมปีแรกดันซวยเรียน ชั้น 6 ไต่ขึ้นบันได จนกลายเป็นนักกล้าม

ยิ่งกว่านั้น ข้อสอบที่นี่โหดเอาการ โดยเฉพาะเด็กขี้เกียจอย่างเรา

ถึงกลับต้องสลัดความขี้เกียจออกๆๆ < จริงๆก็มีติดอยู่บ้าง>

อ่านหนังสือเป็นบ้าคลั่ง เพราะ มันมี สอบ 4 ครั้ง ต่อเทอม

<for 1 ,sum ,for 2, final> โห เหนื่อยเป็นบ้า...

ชีวิตสมัยนั้น ก็ไม่มีไรมาก นอกจากเรียน ... แต่ มันก็มีเรื่องโจ๊กๆ บ้าง

เช่น ห้องเรา ที่อยู่ชั้น 6 มันเป็นห้องแอร์ และก็เป็นห้องแอร์เพียง 4 ห้องเท่านั้นในโรงเรียน ไม่รู้จะเรียกโชคดีหรือโชคร้ายกันเนี่ย เพราะ มันมักจะมีเหตุการณ์กลิ่นแปลกประหลาดเข้าห้องเสมอๆๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เพื่อนทำน้ำปลาขวด แตกในห้อง จนในห้องคลุ้งไปด้วยกลิ่นปลาเค็มประมาณ อาทิตย์เศษ กว่ากลิ่นจะหมด และระหว่างนั้น ก็ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นลูกเหม็น ที่มันเอามาเล่นบัดดี้ กัน แต่ทนกลิ่นปลาเค็มไม่ไหวเลยเอามาดับกลิ่นซึ่งพออาจารย์ภาษาอังกฤษเข้ามา ก็ blame ใหญ่ไอ้พวกเราก็เลย เอาโกยไปทิ้งหน้าห้อง ซึ่ง ก็ไม่ใช่ห้องเราแต่เป็นหน้าห้องที่ติดกับเรา แต่เรื่องมันก็ยังไม่จบแค่นั้น ไอ้ห้องข้างๆมันดันเป็นห้องประจำชั้นของอาจารย์ภาษาอังกฤษ คนที่ blame นั่นละเสร็จเลย โดน ban เลยทีนี้ ห้องเรา - -

อีกเรื่องที่ แบบสร้างชื่อเสีย(ง) ให้เราเลยก็ คือ ไปทำส้วมตึก 2 แตกครับท่าน ก็ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ส้วมสร้างใหม่ๆๆ นั่นแหละ คนก็เยอะ แต่ส้วมก็ยังไม่พออยู่ดีนั่นละ ( ขนาดสร้างแล้วนะเนี่ย ) ก็ ต่อคิว ๆๆๆ พอได้เข้าปุ๊ป ยังไม่ทันทำอะไร ไอ้เท้าเจ้ากรรมก็ดันไปเตะ โถ ส้วมใหม่ที่เพิ่งสร้าง ( กาวมันยังไม่ค่อยแห้ง ) แบบ ส้วม ล้ม เลย โอ้ ตอนนั้นคิดในใจ เอาไงดีเนี่ย คนก็ต่อเยอะ ถ้าออกตอนนี้ พี่แม่บ้านเห็นโดนเล่นงานแน่ ถ้าไม่ออก ไอ้คนต่อ มันเคาะห้องแหงๆๆ เพราะส้วมยิ่งน้อยๆอยู่ เลยตัดสินใจ ออกก็ออกวะ ออกปุ๊ป รีบเดินๆๆๆจ้ำเข้าตึกเรียน โดยไม่กล้า หัน กลับไปมองอีก เฮ้อ ... ชีวิต ทำไมมีแต่เรื่องโก๊ะๆ เนี่ย !




edit @ 2005/10/05 23:02:13
edit @ 2005/10/05 23:59:16

เมื่อครั้งยังเยาว์วัย #1

posted on 04 Oct 2005 21:01 by torutorubozu  in Story

มันเริ่มจาก ตอนอยู่อนุบาล...

ไปสายทุกวัน ร้องไห้เสียงดัง และ นานกว่าเพื่อนๆร่วมชั้น เพราะ อยากกลับบ้าน

ไม่ยอมนอนกลางวัน แกล้งคุณครู

พอโตขึ้นมาหน่อยเข้าโรงเรียนประถมหญิงล้วนชื่อดัง

วีรกรรมยังคงเดิม เป็นหัวโจก นำเพื่อนเล่นกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กิง ก่อง แก้ว , บอลลูนโป้ง / สี / จังหวัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระต่ายขาเดียว และ หมากเก็บ ไม่ต้องพูดถึง ถนัดเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตในวัยเด็กมักจะเป็นอะไรที่สดใสสวยงาม แต่ !

พอโตมาถึงระดับ มัธยม ชีวิตกลับเปลี่ยนไป จากหน้ามือ เป็นหลังตีน

พักเที่ยง จากตะก่อน เล่นกับเพื่อนถึงไหนถึงกัน เปลี่ยนเป็น ทำการบ้าน ....

(ไม่ใช่ว่าขยัน แต่ถ้าไม่ทำงานมันก็จะพอกหางขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุณครูดันสั่งงาน แบบไม่ลืมหูลืมตา เอาซะเลย)

เวลาว่างตอนเย็น จากเคยมีไว้ดูการ์ตูน เล่นเกม เล่นแบดกับเพื่อนแปรเปลี่ยนไปเป็น เรียนพิเศษ

ไม่ว่าจะ เลข อังกฤษ วิทย์ เรียนมันหมด ไม่รู้จะบ้าเรียนไปทำไม .....

แต่ถึงจะเรียน เรียน เรียน เยอะแยะไปหมด มันก็มีบ้างละ กับไอ้เรื่อง รักๆ ใคร่ๆ

ที่ไม่ค่อยจะเป็นโล้เป็นพายเท่าไหร่ เพราะว่า อยู่ หญิงล้วน

ซึ่งก็คงจะหนี ไม่พ้น เรื่อง ทอม ดี้ ไม่ว่าจะ ทอมแฟชั่น ดี้แฟนชั่น หรือจะเป็น Real ทอม Real ดี้ก็ เหอะ

สับสนอลหม่าน กันไปหมด แต่เรื่องราววัยเด็กของเรามันยังไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่ยิ่งกว่านั้น !! เมื่อรู้ว่าติดเตรียมอุดม...

<embed src="mms://203.170.198.16/thaialbums/song/p2warship1.wma" width="72" height="25" type="text/plain; charset=windows-874" loop="300" autostart="true" controls="smallconsole" />
edit @ 2005/10/04 21:21:59


edit @ 2005/10/05 17:23:30
edit @ 2005/10/05 22:27:01